‘เอ็ดดี้-อัษฎางค์’ วิเคราะห์ปมคลิป ‘ท่านอ่อง’ ป่วยขอกลับไทย ชี้พฤติกรรม “คิดน้อย-ไม่รอบคอบ” เปิดช่องพวกล้มเจ้าฉวยโอกาสโจมตีสถาบันฯ
จากกรณีที่ “ท่านอ่อง” จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ บุตรชายคนที่ 3 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เผยแพร่คลิปวิดีโออัปเดตอาการป่วยของตนเอง พร้อมระบุถึงความหวาดกลัวและมีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามไปทั่วสังคมนั้น
ล่าสุด นายอัษฎางค์ ยมนาค นักเขียนและผู้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ได้ออกมาโพสต์ข้อความ (24 ก.ย.2569) วิเคราะห์ถึงประเด็นดังกล่าว
โดยมองว่าแม้ความต้องการกลับมารักษาตัวอาจเป็นความจริงใจของผู้ป่วย แต่การเลือกสื่อสารภาพความเปราะบางออกสู่สาธารณะ ถือเป็น “ความไม่รอบคอบ” ที่อาจสร้างแรงกดดันต่อสถาบันฯ โดยทางอ้อม และเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองหรือผู้ไม่หวังดีนำไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตีได้
พร้อมเสนอแนะว่าหากต้องการความช่วยเหลือ ควรใช้วิธีติดต่อเป็นการส่วนตัวเพื่อขอรับพระมหากรุณาธิคุณจะเหมาะสมกว่า โดยนายอัษฎางค์ได้ระบุรายละเอียดเนื้อหาไว้ดังนี้
—
โพสต์ของ อัษฎางค์ ยมนาค
—
คิดว่าเขามีเลศนัยไหม? เรื่องคุณอ่องขอกลับมารักษาตัวที่ไทย? เป็นคำถามที่ถูกถามมาเยอะมาก
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 คุณอ่องโพสต์คลิประบุว่ายังไม่ได้ผ่าตัดและรู้สึกกลัว พร้อมแสดงความต้องการกลับมารักษาในไทย เพราะเคยได้รับการดูแลที่ดี ข้อมูลส่วนนี้เป็น คำบอกเล่าของเจ้าตัวที่สื่อนำมารายงาน
ผมมองประเด็นนี้เป็นสามข้อ
หนึ่ง ความต้องการรักษาตัวอาจตรงไปตรงมา
คนที่ป่วยและกลัว(ตาย) ย่อมอาจต้องการกลับไปหาทีมรักษาหรือสภาพแวดล้อมที่ตนไว้วางใจ ความต้องการเช่นนี้อธิบายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีแผนการเมืองอยู่เบื้องหลัง และการมีทางเลือกรักษาในประเทศอื่นก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าความต้องการกลับไทยไม่จริงใจ
สอง การเปิดเผยต่อสาธารณะอาจสร้างแรงกดดัน แม้ยังพิสูจน์เจตนาไม่ได้
เมื่อคำขอรักษาตัวเชื่อมกับความกลัวว่าจะเสียชีวิต ผู้รับสารอาจเปลี่ยนจากความสงสารไปสู่คำถามว่า “แล้วทำไมยังกลับไม่ได้?” และบางส่วนอาจพาดพิงไปถึงในหลวง ทั้งที่ยังไม่ทราบกระบวนการและข้อเท็จจริงครบถ้วน
นี่เป็นการวิเคราะห์ ผลที่อาจเกิดจากการสื่อสาร แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเจ้าตัวตั้งใจให้ประชาชนกดดันพระองค์ ความกลัวจริงกับผลกดดันทางสังคมสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
สาม ถ้าจะสงสัยว่ามีวาระอื่น ต้องดูสิ่งที่พ่วงมากับคำขอ
หลักฐานที่มีน้ำหนักควรเป็นพฤติกรรมหรือข้อความที่ตรวจสอบได้ เช่น มีการนำเรื่องรักษาตัวไปผูกกับข้อเรียกร้องเรื่องสถานะหรือผลประโยชน์อื่นหรือไม่ มีใครนำเรื่องนี้ไประดมเงินหรืออ้างการรับรอง และมีหลักฐานว่าเจ้าตัวรับรู้หรือร่วมดำเนินการหรือไม่
ต้องแยกด้วยว่า คุณอ่องพูดเอง คนรอบตัวพูด หรือผู้สนับสนุนตีความต่อ เพราะเราไม่ควรนำคำพูดของคนอื่นมาสรุปเป็นเจตนาของเขาโดยไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง
ความเห็นของผมคือ เราสามารถเห็นใจและสนับสนุนให้เขาได้รับการรักษาที่เหมาะสม พร้อมกับตรวจสอบการใช้เรื่องนี้สร้างกระแสได้ สองอย่างนี้ไม่ขัดกัน แต่การเหมารวมว่าเขามีแผนเดียวกับพี่น้อง หรือใช้ความป่วยเป็นเครื่องมือ ตั้งแต่ยังไม่มีหลักฐาน ไม่ค่อยจะถูกต้อง
โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า คนที่ป่วยและกลัว ย่อมอาจต้องการกลับไปหาทีมรักษาหรือสภาพแวดล้อมที่ตนไว้วางใจ
แต่ผมคิดว่า คุณอ่องไม่รอบคอบและอาจจะคิดน้อยไปนิด
เพราะการถ่ายคลิปในขณะที่มีสภาพที่ดูน่าเวทนา มีผลดีต่อการทำให้เกิดความสงสารเห็นใจ แต่มันส่งผลโดยตรงถึงในหลวง ทั้งจากคนล้มเจ้าที่นำไปใช้โจมตีได้ทันที ส่วนผู้หวังดีคนอื่นอาจตั้งคำถามกับในหลวง
ล่าสุดสื่อต่างประเทศนำไปออกข่าวเรียบร้อย ซึ่งส่งผลกระทบต่อในหลวงโดยตรง
ผลกระทบของการสื่อสารต่อในหลวง
ภาพเช่นนี้อาจพาคนอ่านจาก “เขาป่วยและต้องการความช่วยเหลือ” ไปสู่ “ทำไมกลับไม่ได้?” และต่อไปถึง “พระบิดาทรงมีบทบาทอย่างไร?” ทั้งที่พาดหัวไม่ได้ให้หลักฐานว่าอุปสรรคคืออะไร หรือใครเป็นผู้ตัดสินใจ นี่คือช่องว่างที่คนอ่านอาจเติมด้วยความรู้สึก และผู้ที่ต้องการโจมตีสถาบันก็อาจนำไปขยายต่อได้
มีคนจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า “ปกติไม่มีใครอยากให้เห็นภาพอาการป่วยที่ดูน่าเวทนาของตน การนำภาพแบบนั้นมาเผยแพร่เพื่อเรียกความสงสารหรือต้องการอะไรมากกว่านั้น
แต่ผมเห็นว่า คนป่วยแต่ละคนรับมือไม่เหมือนกัน บางคนปิดบัง บางคนเปิดเผยเพื่อขอความช่วยเหลือ การยอมให้เห็นความเปราะบางจึงไม่ใช่หลักฐานของเลศนัย และอาการเจ็บป่วยก็ไม่ใช่สิ่งน่าอับอายสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ความตาย
จุดวิจารณ์ที่หนักแน่นกว่าจึงอยู่ที่ ถ้อยคำและบริบทที่เขาเลือกสื่อสาร ว่าอธิบายอุปสรรคอย่างชัดเจนเพียงใด มีการกล่าวโทษหรือชี้นำให้เข้าใจว่าใครขัดขวางหรือไม่ มากกว่ารูปลักษณ์ของเขาขณะป่วย
ผมจึงประเมินว่า ความต้องการกลับมารักษาตัวอาจจริงใจ ขณะเดียวกันการสื่อสารก็อาจสร้างแรงกดดันต่อในหลวงได้ สองข้อนี้เกิดพร้อมกันได้ แต่จะตัดสินว่าเขาจงใจใช้แรงกดดัน ยังต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นไม่ใช่หลักฐานยืนยันเจตนาโดยตัวมันเอง
ถ้าผมมีโอกาสให้คำแนะนำ ผมจะเสนอให้ติดต่อโดยตรงเป็นการส่วนตัว ซึ่งผมแน่ใจว่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณ แต่การสร้างแรงกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมอาจไม่เป็นผลดี
#TheStructure
#TheStructureNews
#อัษฎางค์ยมนาค #ท่านอ่อง #จักรีวัชรวิวัชรวงศ์