สมดุลใหม่ทางการทูต จะทำให้ไทยอยู่รอดปลอดภัย ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ชี้รัฐบาลใหม่ควรเปิดเจรจาทางการค้ากับตลาดใหม่ ๆ เพื่อการเพิ่มมูลค่าการส่งออก และขยายตลาดการท่องเที่ยว
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง กล่าวถึงนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นโยบายการต่างประเทศด้านความมั่นคงนั้น โดยพื้นฐานแล้วจะไม่เปลี่ยน คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเอาไว้ก่อน
ซึ่งจะทำให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้านการค้าขายและการท่องเที่ยว ซึ่งในวันนี้นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากที่สุด ในขณะที่กัมพูชากำลังมีโครงการใหญ่ ๆ หลายโครงการ และกำลังจะดึงนักลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจีนเข้ามาลงทุน
ทั้งนี้เพื่อนบ้านเราบางกลุ่มไปอยู่กับจีนแล้ว ในขณะที่บางกลุ่มยังอยู่กับสหรัฐ ซึ่งไทยควรจะวางตัวเป็นกลางอย่างสมดุลทางยุทธศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น โดยจะต้องทำให้ทั้งจีนและสหรัฐสนใจเรามากกว่านี้ สร้างสมดุลใหม่ โดยบางเรื่องอยู่กับจีน บางเรื่องอยู่กับสหรัฐ
สมดุลใหม่ทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะทำให้เราปลอดภัย และสมดุลนี้จะต้องมีการปรับตลอดเวลา เหมือนนักมวยที่กำลังเต้นฟุตเวิร์ค ปล่อยให้อยู่นิ่งแล้วโดนชกไม่ได้ เพราะในเวลานี้หลายประเทศเริ่มเลือกข้างแล้ว
ปัญหาความขัดแย้งในเมียนมา ในเวลานี้ได้มีการย้ายสถานที่เจรจาไปยังเวียดนามแล้ว เนื่องจากเวียดนามได้มีการปรับสมดุลใหม่ จึงทำให้การตัดสินใจปัญหาที่สำคัญถูกย้ายไปเวียดนาม
ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะต้องมีความเคลื่อนไหวทางการทูตเชิงรุกอย่างรอบด้านให้มากกว่านี้ และจะต้องหาสมดุลใหม่ให้เจอ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ยากมาก
สำหรับแนวทางในการรับมือกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกนั้น มีแค่ 2 หลักการคืออย่าก่อศัตรูมากกว่านี้ ซึ่งเราก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว การที่เราลงมติในสหประชาชาติว่าไม่เห็นด้วยกับรัสเซียในการใช้กำลังบุกยูเครน เนื่องจากผิดกฎบัตรสหประชาชาติ
ในส่วนนั้นรัสเซียไม่ได้เห็นว่าไทยเป็นศัตรู และการทูตที่ฉลาดของเรา เราได้ประสานไปยังรัสเซียล่วงหน้าว่า ตามหลักการแล้วว่าเป็นการกระทำตามหลักการ แต่เราไม่ได้คว่ำบาตรอะไรรัสเซียเพิ่มเติมมากมายอย่างที่หลายประเทศในอาเซียนทำ แต่ว่าเราก็ไม่ได้ซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียเหมือนอย่างในหลายประเทศ ซึ่งประเทศที่คว่ำบาตรรัสเซีย แต่ซื้อน้ำมันรัสเซียก็เยอะ
และในประเด็นที่ 2 คือเราต้องหาช่องทางที่ทำให้คนไทยได้ประโยชน์ มีเงินในกระเป๋า ลดค่าใช้จ่าย ลดค่าพลังงาน ถ้าเราคุยกับรัสเซียก็ต้องคิดว่าน้ำมันที่รัสเซียขายให้อินเดีย 40% นั้น จะสามารถแบ่งขายให้ไทยได้หรือไม่ แต่สหรัฐและพันธมิตรไม่ยอม ดังนั้นจะต้องคุยกับสหรัฐ หรืออาจจะทำอย่างสิงคโปร์ที่ค้าขายกับทุกประเทศ และได้กำไรมหาศาล ทั้ง ๆ ที่อยู่กับสหรัฐ แต่เขามีช่องทางพิเศษ
นโยบายต่างประเทศใหม่จะมีความซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมเยอะ ในสถานการณ์ที่ผกผัน ท่ามกลางการแข่งขันและเผชิญหน้ากันของมหาอำนาจ แต่ช่องทางที่แคบ เฉพาะตัวและโดดเด่นของไทย ทำให้ไทยอยู่กับฝ่ายที่ชนะมาทุกครั้ง ทำให้ประเทศไทยและคนไทยได้ประโยชน์
รัฐบาลใหม่จะต้องกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้าไปลงทุนในต่างประเทศเยอะ ๆ ซึ่งตัวเลขการลงทุนในต่างประเทศของไทยในเวลานี้นั้น ยังไม่น่าพอใจ ไม่ว่าจะการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ในต่างประเทศ และยิ่งประเทศไกล ๆ ตลาดใหม่ ๆ ของ BRIC อย่างบราซิล นักลงทุนไทยยังไปน้อยมาก
แต่ทั้งนี้ควรให้รัฐบาลใหม่ตั้งหลักให้ได้เสียก่อน และผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่างรู้ดีว่าเศรษฐกิจของไทยในเวลานี้ไม่โต เท่าที่เราอยากจะเป็น เพราะว่าเราส่งไม่ออก ระดับราคาพลังงานสูงเกินไป สินค้าอุปโภคบริโภคก็มีราคาสูงสำหรับคนทั่วไป
ดังนั้นอันดับแรกสุดจะต้องอัดฉีดเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ร่ำรวยมากอย่างสิงคโปร์ และสหรัฐก็อัดฉีดเงินเข้าไปช่วยเหลือประชาชน เพื่อการพยุงค่าครองชีพแล้ว แม้แต่ฝรั่งในเวลานี้ต้องพกอาหารจากบ้านไปรับประทานในที่ทำงาน เนื่องจากค่าครองชีพมันแพงขึ้นเรื่อย ๆ
สงครามที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก และการผลิตที่ชะลอตัวลงของจีน ส่งผลให้ค่าครองชีพแพงขึ้น ซึ่งการอัดฉีดเงินจะช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วงแรกได้ แต่ในระยะกลาง หลายประเทศซึ่งรวมถึงประเทศไทย จะต้องกระตุ้นการส่งออก กระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มมูลค่า ซึ่งรัฐบาลที่แล้วได้ทำได้พอสมควร
แต่การกระตุ้นระยะกลางนั้นมีข้อจำกัดได้ระดับหนึ่ง ถ้าไม่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้นกว่าที่เราเคยผลิตได้ เราก็จะไม่มีเงิน เนื่องจากสินค้าอุตสาหกรรมที่เราเคยผลิตอยู่แล้ว ได้ย้ายฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนถูกกว่า
สำหรับการกระตุ้นในระยะกลางนั้น ไทยจะต้องออกไปเปิดตลาด ไปเจรจาการค้า ไปลดกำแพงภาษีในหลายประเทศ 1 ปีแรกเอาเงินมาอัดฉีด 2-3 ปี ไทยควรเริ่มปรับโครงสร้างการส่งออก 3-5 ปีเริ่มเข้าสู่โครงสร้างใหม่ และต้องใช้เวลาถึง 10 ปี ไทยถึงจะเข้าสู่อุตสาหกรรมไฮเทคได้