สมัชชาคนจนเรียกร้อง ความยุติธรรมกรณีตากใบ พร้อมขอให้รัฐบางแสดงความจริงใจในการดำเนินคดีความ
สมัชชาคนจน เผยแพร่แถลงการณ์ “รัฐต้องคืนความยุติธรรม ให้พี่น้องชาวมลายูมุสลิม กรณีสลายการชุมนุมตากใบ” เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2567 ว่า
“จากการที่มีพี่น้องชาวมลายูมุสลิมจำนวน 85 คนถูกเจ้าหน้าที่รัฐทำให้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 โดยเกือบตลอด 20 ปีที่ผ่านมายังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตการณ์รายใดถูกดำเนินคดีจากการกระทำความผิดอาญา
แม้เมื่อเร็วๆ นี้ญาติผู้เสียชีวิตได้ลุกขึ้นมาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจำนวน 9 ราย โดยศาลจังหวัดนราธิวาสได้ประทับรับฟ้องไปแล้วในข้อหาร่วมกันฆ่า ร่วมกันพยายามฆ่า และหน่วงเหนี่ยวกักขังจนเป็นเหตุถึงแก่ความตาย อีกทั้งต่อมาทางอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐอีก 8 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น
แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถติดตามตัวจำเลยมาขึ้นศาลได้แม้แต่คนเดียว ทั้งนี้ หากไม่สามารถนำตัวจำเลยมาขึ้นศาลได้ทันเวลา คดีสลายการชุมนุมตากใบก็จะหมดอายุความในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 จากกรณีดังกล่าวนี้ สมัชชาคนจนขอแสดงจุดยืนว่า
1) การชุมนุมของพี่น้องชาวมลายูมุสลิมที่ตากใบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย โดยผู้ชุมนุมต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่เป็นชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) 6 คน ที่ถูกทางการจับกุมตัว ด้วยข้อกล่าวหาว่า มอบอาวุธให้กับกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหว
การชุมนุมนี้ไม่ได้มีความประสงค์จะก่อความรุนแรง อนึ่งการชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่ในเหตุการณ์นี้เจ้าหน้าที่รัฐกลับสลายการชุมนุมด้วยมาตรการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ และการควบคุมตัวผู้ชุมนุมใส่รถบรรทุกไปยังค่ายทหารก็กระทำอย่างเหี้ยมโหดไร้มนุษยธรรมราวกับผู้ชุมนุมไม่ได้เป็นมนุษย์
มาตรการเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะฝ่ายรัฐมีความระแวง ไม่ไว้วางใจ และมีอคติทางชาติพันธุ์ต่อชาวมลายูมุสลิมมาอย่างยาวนาน ในฐานะภัยความมั่นคงของชาติ ที่สำคัญมาตรการเช่นนี้ เกิดจากการที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกสร้างสภาวะยกเว้นจากการใช้กฎหมายพิเศษ ซึ่งเวลานั้นคือกฎอัยการศึก
ที่ยกเว้นการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐขณะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยเกราะกำบังจากกฎหมายพิเศษนี้เอง จึงง่ายต่อการที่เจ้าหน้าที่รัฐจะใช้วิธีการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุม และไม่จำเป็นต้องมีความระมัดระวังใดๆ ต่อชีวิตของผู้ชุมนุมในระหว่างการเคลื่อนย้าย
2) การที่ญาติผู้เสียชีวิตลุกขึ้นมาฟ้องร้องคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐนั้น เป็นการใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามปกติ เนื่องจากที่ผ่านมาพวกเขายังไม่ได้รับความยุติธรรม โดยการพยายามเอาผิดทางอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐ ในอดีตต้องจบลงจากคำสั่งคดีไต่สวนการตายของศาลจังหวัดสงขลาที่ระบุว่า ผู้ตายทั้ง 78 คนขาดอากาศหายใจในระหว่างถูกควบคุมตัวของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่
โดยทางพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหนองจิก ได้มีความเห็นต่อมาว่า การตายของผู้ถูกควบคุมทั้ง78คน ไม่ได้เป็นผลแห่งการกระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 156 อันทำให้พนักงานสอบสวนไม่ต้องหาตัวผู้กระทำความผิดอีกต่อไป หรือก็คือยุติการสอบสวนคดีนั่นเอง ท่ามกลางการสูญเสียและความหวาดกลัวต่ออำนาจรัฐที่กดทับญาติผู้เสียชีวิตมาเกือบตลอด 20 ปี
ในที่สุดญาติฯ ได้รวบรวมความกล้าหาญอย่างน่ายกย่องลุกขึ้นมาร่วมมือกับทนายความและองค์กรภาคประชาสังคมในการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ก่อนที่คดีจะหมดอายุความ
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียใจว่า ตอนนี้มีบางฝ่ายพยายามด้อยค่าการฟ้องคดีของญาติฯ ว่าเป็นการเล่มเกมส์ทางการเมืองเพื่อโจมตีพรรคแกนนำรัฐบาล หรือเหยียดหยามว่าญาติฯ ได้รับเงินเยียวยาไปแล้วทำไมจึงยังไม่ยอมจบเรื่อง
ทั้งที่จริงการเยียวยากับการค้นหาความจริงตามกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นคนละส่วนกัน ตลอดจนการกล่าวอย่างผิดฝาผิดตัวว่าต่อให้เอาเจ้าหน้าที่รัฐมาลงโทษได้ เหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ก็ยังคงอยู่ต่อไป
3) รัฐบาลต้องหาทางทำให้มีความยุติธรรมเกิดขึ้นกับกรณีตากใบให้ได้ หากทำได้ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนใต้ก็จะมีความไว้วางใจและมีความหวังต่อกระบวนการยุติธรรมและรัฐเพิ่มมากขึ้น แทนที่จะมองว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐในการกดขี่ปราบปรามพวกเขาเท่านั้น
แต่ถ้าหากรัฐบาลทำไม่ได้ ก็จะสร้างความคับแค้นให้ฝังลึกเข้าไปในใจ เป็นการสุมไฟให้เหตุการณ์ความไม่สงบลุกลามหนักขึ้นจนกระทบกับการสร้างสันติภาพอย่างแน่นอน อีกทั้งยังจะเอื้อให้ฝ่ายผู้เห็นต่างที่ใช้แนวทางความรุนแรงมีความชอบธรรมมากขึ้นอีก
นอกจากนั้น การสร้างความยุติธรรมกรณีตากใบ รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณายกเลิกหรือลดการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะกฎหมายพิเศษเป็นเกราะกำบังที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐกล้าใช้ความรุนแรงและอำนาจอย่างเกินกว่าเหตุต่อชาวบ้านโดยไม่ต้องเกรงกลัวความผิด
4) ความรุนแรง ที่รัฐกระทำต่อชาวบ้านในกรณีตากใบ สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ถูกรัฐมองว่า เป็นฝ่ายตรงข้ามหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ที่ผ่านมามีชาวบ้านถูกกระทำเช่นเดียวกันกับพี่น้องชาวมลายูมุสลิมในกรณีตากใบ
ไม่ว่าจะเป็น การสังหารนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงด้วยกระสุนจริงจนมีผู้เสียชีวิต 99 ราย ตลอดการสลายขบวนการ เยาวชนนับแต่ปี 2563 เป็นต้นมา โดยการจับกุมดำเนินคดีอย่างหนักหน่วง รวมถึงการจัดการกับคนจนชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา
ดังนั้นสมัชชาคนจน จึงขอให้คนในสังคมไทย เรียนรู้จากกรณีตากใบ และเข้ามามีส่วนในการผลักดันให้ญาติผู้เสียชีวิตได้รับความเป็นธรรมให้ได้ และ เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจต่อการแก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเร่งรัดติดตามตัวจำเลยทั้งหมดในคดีตากใบ มาขึ้นศาลจังหวัดนราธิวาส ให้ทันภายในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 นี้
สมัชชาคนจนมีความหวังอย่างมากว่า ญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมจากใบจะได้รับความเป็นธรรม และหวังว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ประชาธิปไตยที่กินได้ การเมืองที่เห็นหัวคนจน
สมัชชาคนจน
21 ตุลาคม 2567