Airbus ชะลอส่งมอบเครื่องบินไร้มลพิษ ท่ามกลางความสงสัยต่อกระบวนการพัฒนาไฮโดรเจน และเทคโนโลยีสีเขียวที่อาจไม่คุ้มค่าการลงทุน
Airbus ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของยุโรป กำลังปรับลดขนาดโครงการเครื่องบินพาณิชย์พลังงานไฮโดรเจน หลังจากทุ่มงบลงทุนไปแล้วเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์
บริษัทได้ประกาศในปี 2020 ว่าตั้งเป้าเปิดตัวเครื่องบินพาณิชย์พลังงานไฮโดรเจนภายในปี 2035 ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบิน อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารบางรายในอุตสาหกรรมตั้งข้อสงสัยว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถพัฒนาได้ตามแผนหรือไม่
ตามรายงานของ Wall Street Journal เมื่อวันที่ 20 เม.ย. อ้างแหล่งข่าววงในระบุว่า Airbus ได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์ (5.64 หมื่นล้านบาท) กับโครงการนี้ แต่พบว่าอุปสรรคทางเทคนิคและความล่าช้าในการนำไฮโดรเจนไปใช้ในภาคเศรษฐกิจ อาจทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามกำหนด
ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ Airbus ได้แจ้งพนักงานว่า งบประมาณของโครงการจะถูกปรับลดลง และ กำหนดการเปิดตัวถูกเลื่อนออกไปโดยไม่ได้ระบุตารางเวลาใหม่
ต่อมาในเดือนเดียวกัน กีโยม โฟรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Airbus ซึ่งเคยเรียกการผลักดันพลังงานไฮโดรเจนว่าเป็น “ช่วงเวลาแป่งประวัติศาสตร์” ยอมรับว่าโครงการดังกล่าวยังไม่สามารถพัฒนาเครื่องบินพาณิชย์ที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยทีมวิศวกรจะกลับไปทบทวนแนวทางใหม่ภายใต้ “กระบวนการพัฒนา” รอบที่ 2 เพื่อปรับปรุงแนวคิดและเทคโนโลยีของโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สหภาพยุโรปได้เร่งผลักดันอุตสาหกรรมการบินให้ลดการปล่อยคาร์บอนภายใต้ข้อตกลงสีเขียว (Green Deal) ซึ่งตั้งเป้าให้กลุ่มประเทศสมาชิกปลอดคาร์บอนภายในปี 2050 ส่งผลให้ Airbus ซึ่งมีรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น ต้องจัดสรรงบประมาณบางส่วนจากเงินช่วยเหลือยุคโควิด มูลค่า 15,000 ล้านยูโร (5.72 แสนล้านบาท) ไปพัฒนาโครงการเครื่องบินพาณิชย์ไร้มลพิษ
ทั้งนี้ ตามรายงานของ Wall Street Journal โครงการไฮโดรเจนของ Airbus มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บริษัทเข้าถึงเงินทุนด้านสิ่งแวดล้อมจากทั้งภาครัฐและเอกชน แต่การปรับลดโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความสนใจต่อพลังงานไฮโดรเจนที่เริ่มแผ่วลง
บริษัทพลังงานขนาดใหญ่ เช่น BP ของอังกฤษ และ Neste ของฟินแลนด์ ต่างยกเลิกแผนพัฒนาโครงการไฮโดรเจน ขณะที่บริษัทพลังงานยุโรปบางแห่งเริ่มทบทวนแนวทางใหม่ เนื่องจากต้นทุนที่สูงและอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ตามรายงานของนิตยสาร Windpower Monthly
(1 ดอลลาร์ = 33.19 บาท)
(1 ยูโร = 38.17 บาท)
ที่มา: อาร์ที