โอกาสของไทยจากงาน Thailand Security Dialogue หนึ่งเวทีระดับนานาชาติที่เป็นเครื่องมือในการกำหนด หัวข้อสำคัญด้านความมั่นคงของโลกในแต่ละปี
จบลงไปแล้วกับเวทีสัมมนาด้านความมั่นคงนานาชาติ Thailand Security Dialogue 2025 ที่จัดขึ้นโดยสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อพูดถึงเสวนาระดับโลกที่ให้ความสำคัญไปที่ด้านความมั่นคงจะมีอยู่จำนวนไม่มากที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ จนกลายเป็นที่ใฝ่ฝันของนักวิชาการและนักนโยบายชั้นนำที่จะได้มาร่วมงานและได้ขึ้นนำเสนอบนเวที
เรียกได้ว่า ใครได้ขึ้นเวที ก็คือเกียรติประวัติของชีวิต อาทิ Munich Security Conference (MSC) เป็นเวทีที่จัดขึ้นทุกปีที่เยอรมนี เป็นการรวมตัวของเหล่าผู้มีบทบาทในการออกนโยบายด้านความมั่นคงระดับสูงของโลก เช่น ผู้นำประเทศ รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีต่างประเทศ รวมถึงนักวิชาการและภาคเอกชนระดับโลก แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในเวทีใหญ่ระดับโลกที่ได้รับความสนใจอย่างมากในทุกๆ ปี
เวทีต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ Shangri-La Dialogue (SLD) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่สิงคโปร์ เป็นอีกหนึ่งเวทีที่ให้ความสำคัญกับด้านการทหารที่โดยมากจะมีระดับรัฐมนตรีและผู้นำกองทัพของทั่วโลกไปพูดคุยกันถึงปัญหาความมั่นคงต่างๆ ซึ่ง SLD ถูกจัดโดย International Institute for Strategic Studies (IISS) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่ทำการศึกษาและวิจัยด้านความมั่นคง ตลอดจนเป็นผู้จัดทำรายงานประจำปีด้านความมั่นคงของโลกหรือที่เรียกกันว่า Global Security Report ที่เป็นเปรียบเสมือนคัมภีร์ประจำปีสำหรับวงการวิชาการและผู้ออกนโยบายด้านความมั่นคง แน่นอนว่าเวทีนี้เป็นเวทียักษ์ใหญ่ที่ผู้ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงทุกๆ สาขาให้ความสำคัญและใฝ่ฝันจะเป็นส่วนร่วม
ในฟากฝั่งภูมิภาค ASEAN ของเราก็มีเช่นกัน อาทิ Jakarta International Defense Dialogue (JIDD), ASEAN Regional Forum (ARF) และ East Asia Summit (EAS) ที่ได้รับความสนใจในระดับภูมิภาค โดยเป็นการรวมตัวของผู้นำประเทศสมาชิกในการพยายามผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านความมั่นคง แต่อาจจะไม่ได้เปิดกว้างให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากเท่าไรในสองเวทีหลัง เพราะให้ความสำคัญไปที่การประชุมของผู้นำประเทศ
ย้อนกลับมาที่ Thailand Security Dialogue (TSD) ที่เกริ่นไว้กันบ้าง นี่น่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่ไทยเรามีเวทีนานาชาติในด้านนี้และเป็นระดับนานาชาติ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เป็นเวทีที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นเวที “สัญชาติไทย” อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เวทีต่างชาติที่มาอาศัยเช่าโรงแรมในประเทศไทยจัดแบบที่เห็นกันทั่วๆ ไป
ในงานนี้ประกอบไปด้วยผู้นำทางทหารจากหลายประเทศ อาทิ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มาเลเซีย แคนาดา บรูไน ตลอดจนนายทหารระดับสูงของสหรัฐอเมริกา รวมไปจนถึงนักวิชาการที่มีชื่อเสียงจากทั้งประเทศไทย จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เยอรมนี ศรีลังกา ที่มารวมตัวกันพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องความมั่งคงของโลก พร้อมด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดในการแก้ปัญหาร่วมกัน เรียกได้ว่าเป็นการรวมตัวทั้งระดับผู้นำและนักวิชาการเข้าไว้ด้วยกัน บนเวทีเดียวกัน ให้ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดที่น่าสนใจอย่างมาก
สิ่งที่ต้องชื่นชมและให้คะแนนกันจริงจัง น่าจะเป็นเรื่องการจัดงานที่ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าเป็นระดับอินเตอร์อย่างแท้จริง ไม่ใช่ไก่กา งานนี้ต้องยกเครดิตให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อย่าง พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี และ พลเอก พงศ์เทพ แก้วไชโย สองนายทหารที่เก่งทั้งรบและเรียน ที่เป็นโต้โผหลักริเริ่มขึ้น
การมี “เวทีสัญชาติไทย” เช่นนี้ มีข้อดีอย่างไร?
แน่นอนว่าการเป็นเจ้าภาพ คือการมีเกียรติที่ได้ต้อนรับนานาชาติอย่างเต็มภาคภูมิ และสามารถกำหนดหัวข้อในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้อย่างสมบูรณ์ หากทำต่อไปจนเติบโตได้รับการยอมรับในระดับโลก เราจะมีพลังในฐานะผู้กำหนดหัวข้อหรือ Theme ความสำคัญด้านความมั่นคงของโลกในปีนั้นๆ ได้อย่างปริยายและได้รับการยอมรับ ซึ่งอาจส่งผลต่อนโยบายด้านความมั่นคงของนานาชาติทั่วโลก
สิ่งที่จะตามมา แน่นอนว่าการเป็นเจ้าภาพของเรา นอกจากจะเปิดโอกาสให้เราได้โชว์ศักยภาพในหลายๆ ด้านแล้ว ยังจะรวมไปจนถึงการมีโอกาสได้แสดงออกด้านวัฒนธรรมและของดีต่างๆ พ่วงเข้ามาด้วย และที่สำคัญอย่างที่สุด คือการส่งเสริมบทบาทและภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติ เพราะต้องไม่ลืมว่า “การศึกษา” เป็นอีกหนึ่งเวทีที่สร้างการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ และแน่นอนเป็นเวทีที่แต่ละประเทศต่างช่วงชิงและอยากได้รับการยอมรับ
หากทำได้สำเร็จในอนาคต ประเทศไทยอาจได้สถานะใหม่ในฐานะศูนย์รวม หรือ hub ของการศึกษา การแลกเปลี่ยน และการพูดคุยกันอย่างเสรีและสร้างสรรค์ของบรรดาผู้นำและปัญญาชนทั่วโลกเพื่อสันติภาพของส่วนรวม ซึ่งจะเป็นบทบาทที่มีเสน่ห์อย่างมากของไทย และจะเป็นบทบาทที่สำคัญสำหรับการ “เติบโต” และ “แต่งตัว” เพื่อพร้อมไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคต
คิดเล่นๆ ถ้าผู้นำทั้งภาคการเมือง การทหาร ความมั่นคง การทูต รวมไปจนถึงเทคโนโลยีระดับโลก ต่างเฝ้าฝันและทำงานกันอย่างหนักในทุกๆ ปี เพื่อที่จะได้มีโอกาสมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน Thailand Security Dialogue ที่มีธงชาติไทยโบกสะบัดอยู่ตรงกลางท่ามกลางธงชาติของนานาประเทศ แหม่…มันคงโก้ดีไม่น้อย
ขอชื่นชมผู้จัดงานและขอเป็นกำลังใจให้ผู้จัดงานทำงานจัดงานในระดับนี้ไปทุกๆ ปี หากสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง รักษามาตรฐาน และเติบโตอย่างมั่นคง เชื่อได้ว่าเวที Thailand Security Dialogue นี้อาจไปได้ไกลและกลายเป็นเวทีระดับโลกในที่สุด
ไม่แน่…เวทีนี้อาจกลายเป็น “เวทีอินเตอร์ระดับโลก สัญชาติไทย” ในอนาคต ก็เป็นได้
ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาการทูตและการต่างประเทศ
คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต