“ฮาลาล” สัญลักษณ์แห่งอาหารที่ถูกหลักอนามัยขั้นสุด ไม่ใช่เฉพาะมุสลิม แต่ดีสำหรับทุกคน
ใครที่มีเพื่อนเป็นชาวมุสลิมอาจจะทราบถึงวิถีชีวิตของพวกเขาที่มีความจำเป็นที่จะต้องสังเกตและรู้เท่าทันในเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ นั่นเพราะศาสนาอิสลามนั้นมีบทบัญญัติและข้อกำหนดในทางศาสนาเกี่ยวกับสิ่งที่รับประทานได้หรือไม่ได้ ซึ่งข้อกำหนดเหล่านั้นก็มีมากกว่าผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ หลายคนอาจจะทราบเพียงว่าชาวมุสลิมนั้นห้ามรับประทานเนื้อหมู แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายอย่างที่พวกเขาห้ามรับประทาน จึงมีความจำเป็นที่มุสลิมทุกคนจะต้องพยายามทำความเข้าใจว่าอาหารชนิดไหน หรือร้านอาหารร้านไหน ที่รับประทานได้หรือไม่ได้
แน่นอนว่าหากจะให้ชาวมุสลิมทุกคนไปสืบค้นกันเองว่าอาหารชนิดไหน ร้านอาหารร้านไหน หรือผลิตภัณฑ์ชิ้นไหนที่รับประทานหรือบริโภคได้หรือไม่ได้ เป็นกรณี ๆ ไปนั้น ก็จะทำให้เสียเวลาและเป็นไปได้ยาก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ได้มีการพัฒนาระบบ “ตราฮาลาล” ขึ้นมา เพื่อความสะดวกรวดเร็วสำหรับชาวมุสลิมในการเลือกใช้และเลือกบริโภคสิ่งที่เป็นที่อนุมัติตามหลักการและบทบัญญัติของศาสนาของพวกเขา
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคำว่า “ฮาลาล” (halal; حلال) นั้นก็เป็นคำภาษาอาหรับ (ซึ่งคือภาษาหลักที่ใช้ภายในกิจการศาสนาอิสลาม) ที่มีความหมายว่า “อนุมัติ” หรือ “อนุญาต” เท่านั้น ตราฮาลาล จึงถือเป็นเพียงตราที่ประทับเอาไว้ในสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นการยืนยันให้กับชาวมุสลิมแล้วว่าได้รับการอนุมัติหรืออนุญาตในการบริโภคได้
ขณะที่คำว่า “ฮาลาล” แปลว่า “อนุมัติ” หรือ “อนุญาต” คำที่ตรงกันข้ามก็คือคำว่า “ฮารอม” (haram; حرام) ซึ่งแปลว่า “ต้องห้าม” ซึ่งอย่างที่กล่าวไป แม้หลาย ๆ คนจะเข้าใจว่าชาวมุสลิมจะห้ามรับประทานหมู แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายสิ่งที่เป็นของต้องห้ามสำหรับชาวมุสลิม
ซึ่งในประกาศคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เรื่อง ข้อกำหนดการตรวจรับรองกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ฮาลาล พ.ศ. 2559 ได้มีการระบุถึงสิ่งที่ “ฮารอม” เอาไว้ในข้อ 4.4 คือผลิตภัณฑ์ที่มาจากหรือมีส่วนประกอบมาจากสิ่งต่อไปนี้ [1]
4.4.1 สุกร หมูป่า และสุนัข
4.4.2 งูและลิง
4.4.3 สัตว์กินเนื้อเป็นอาหารที่มีเขี้ยวและกรงเล็บ เช่น สิงโต เสือ หมี และสัตว์อื่น ๆ ที่คล้ายกัน
4.4.4 นกล่าเหยื่อที่มีกรงเล็บ เช่น นกอินทรี นกแร้ง และนกอื่น ๆ ที่คล้ายกัน
4.4.5 สัตว์ทำลายและสัตว์มีพิษ เช่น หนู ตะขาบ แมงป่อง และสัตว์อื่น ๆ ที่คล้ายกัน
4.4.6 สัตว์ที่ห้ามฆ่าในศาสนาอิสลาม เช่น มด ผึ้ง นกหัวขวาน และนกฮูโป้
4.4.7 สัตว์ที่น่ารังเกียจโดยทั่วไป เช่น เห็บ หมัด ไร เหา แมลงวัน หนอน และสัตว์อื่น ๆ ที่คล้ายกัน
4.4.8 สัตว์ที่อาศัยอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ เช่น กบ จระเข้ เต่า และสัตว์อื่น ๆ ที่คล้ายกัน
4.4.9 ลาและล่อที่เป็นสัตว์เลี้ยงใช้งาน
4.4.10 สัตว์น้ำที่มีพิษหรือเป็นอันตรายทุกชนิด เว้นแต่พิษหรืออันตรายดังกล่าวได้ถูกกำจัดออกระหว่างกระบวนการผลิตแล้ว
4.4.11 สัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์ประเภทนกที่ไม่ได้ถูกเชือดถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
4.4.12 เลือดที่มาจากการเชือดหรือไหลออกจากร่างกาย
4.4.13 อาหารที่ได้จากพืชที่มีพิษหรือทำให้มึนเมาหรือเป็นอันตราย เว้นแต่เมื่อสารดังกล่าวได้ถูกกำจัดออกระหว่างกระบวรการผลิตแล้ว
4.4.14 อาหารและเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดความมึนเมา
4.4.15 เครื่องดื่ม แร่ธาตุจากธรรมชาติ และวัตถุเคมีทุกชนิดที่เป็นพิษและอยู่ในปริมาณที่ก่อให้เกิดอันตราย
4.4.16 อาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบอาหารที่ได้จากการดัดแปรพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms: GMOs)
4.4.17 วัตถุเจือปนอาหารหรือส่วนผสมอาหารที่มาจากแหล่งข้างต้นตั้งแต่ 4.4.1 – 4.4.16
นอกจากนั้นในข้อกำหนดฯ ข้อ 4.5 ก็ได้มีการอธิบายถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการเชือดสัตว์ตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลามอีกด้วย รวมทั้งข้อ 4.6 ซึ่งอธิบายถึงสิ่งสกปรกในทางศาสนา (นญิส) เช่น เลือด, น้ำหนอง, น้ำเหลือง, น้ำลายสัตว์ ฯลฯ และวิธีการชำระล้างสิ่งสกปรกเหล่านั้น [1]
เราจะเห็นได้ว่ารายละเอียดต่าง ๆ ของสิ่งต้องห้ามนั้น ไม่เพียงแต่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องความเชื่อทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีหลากข้อที่เกี่ยวข้องกับความสะอาดและสุขอนามัยของผู้บริโภค
ดังนั้น สินค้า ผลิตภัณฑ์ และสิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับรองให้มีการประทับตรา “ฮาลาล” นั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่มุสลิมรับประทานและบริโภคได้อย่างถูกต้องตามหลักศาสนาแล้วนั้น ก็ยังคงถือเป็นการรับรองถึงส่วนประกอบและขั้นตอนที่มีความสะอาดและถูกสุขอนามัยสำหรับชาวต่างศาสนิกได้อีกระดับหนึ่งด้วย
สำหรับข่าวที่ออกมาล่าสุด ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ขึ้นป้ายห้ามนำผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีตราฮาลาลเข้าวัดจะแสดงให้เห็นว่าชาวพุทธบางคนหรือบางกลุ่มที่อาจจะมีความระแวง เคลือบแคลง หรือสงสัยนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่รู้หรือความเข้าใจผิดว่าตราฮาลาลนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นศาสนาอิสลาม อาจมีความเข้าใจผิดว่าหมายถึงสิ่งที่ชาวมุสลิมเท่านั้นที่รับประทานหรือบริโภคได้ ชาวต่างศาสนิกไม่สามารถทานได้หรือบริโภคได้
ในขณะที่ในความเป็นจริงแล้วตราฮาลาลนั้นก็มีไว้เพื่อให้ชาวมุสลิมได้รับรู้หรือรับทราบโดยสะดวกว่าสิ่งใดที่รับประทานหรือบริโภคได้ตามหลักศาสนาของพวกเขา ไม่ได้เป็นตราสัญลักษณ์ที่ทำให้สิ่งนั้น ๆ เป็นของชาวมุสลิมอย่างเดียวเท่านั้น เพราะคำว่า “ฮาลาล” นั้นก็เพียงแต่จะมีความหมายว่าเป็นสิ่งที่ได้รับการ “อนุญาต” แล้วเท่านั้น
ถึงแม้เหตุการณ์นี้จะแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันยังคงมีความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดนี้ในสังคมไทยเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ขณะเดียวกัน ผู้คนที่มีความรู้ความเข้าใจก็มีมากขึ้น ๆ อย่างชาวบ้านที่อยู่ในระแวกเดียวกันกับวัดแห่งนั้นเอง ก็ได้มีการรายงานจากเว็บไซต์ sanook.com ว่าเขาก็มีความเข้าใจที่ถูกต้อง
“เพราะอาหารฮาลาลก็เป็นอาหารที่ทานได้ศาสนาพุทธก็ทานได้…เพราะใส่บาตรไปก็ฉันรวมทั้งนั้นแหละ ไม่ได้แบ่งแยกอะไร เพราะจริงๆ แล้วเครื่องปรุงอะไรก็ล้วนแล้วแต่มีตราสัญลักษณ์ฮาลาลอยู่ดี” [2]
ไม่เพียงแต่ตราฮาลาลจะเป็นประโยชน์ในเรื่องการบริโภคของชาวมุสลิมและการรับรองความสะอาดและถูกสุขอนามัยของสินค้าต่าง ๆ อีกชั้นหนึ่งให้ชาวต่างศาสนิกแล้ว ตลาดสินค้าที่ได้รับการรับรองฮาลาลนั้นยังคงมีความสำคัญและมีการขยายตัวมากขึ้น ๆ ทุก ๆ ปี ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ชาวมุสลิม เมื่อได้รับรองตราฮาลาลแล้วก็เปรียบเหมือนกับใบเปิดทางให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเข้าสู่ตลาดสินค้าฮาลาล ซึ่งตามการคาดการณ์ในรายงานของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM Bank กรมการค้าระหว่างประเทศมีการ “คาดว่ามูลค่าตลาดอาหารฮาลาลโลกจะเพิ่มขึ้น 603 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2561-2567 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 6.3 ต่อปี” [3]
เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า “ตราฮาลาล” นั้นไม่เพียงแต่จะไม่ใช่สิ่งที่มีพิษมีภัยต่อชาวต่างศาสนิก แต่สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจแล้ว ยังสามารถมองเห็นถึงโอกาสและประโยชน์ของ “ตราฮาลาล” อีกด้วย
หลายครั้งที่คำว่า “ปากท้อง” ถูกใช้เพื่อการเข้าสู่ “อำนาจของนักการเมือง
Beauty Standard มาตรฐานความงาม กับดักความงาม หรือข้ออ้างในการตัดสินผู้อื่น ดร.ณพรรษธ์สรฌ์ เสมสันต์ นักวิชาการอิสระ
มองประวัติศาสตร์ชนชาติจีน ที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลายร้อยชาติพันธุ์ เพื่อเปรียบเทียบ และขยายขอบเขตของประวัติศาสตร์ชนชาติไทย ไปให้ไกลกว่ายุคสุโขทัย 700 ปี
ใบ๋นู แขกนอก
แขกไทยผู้ไปเรียนและใช้ชีวิตที่เมืองนอก ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การต่างประเทศ