รถไฟฟ้าแพง ‘แก้ได้’ แต่อย่าใช้ภาษีคนทั้งประเทศมาโอบอุ้มค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ใช้แค่คนในกรุงเทพฯ
ทำไม “ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจึงแพง” และทำไม “ไม่พยายามทำให้ราคาถูกลง” เพื่อให้เข้าถึงความต้องการของคนหมู่มาก เป็นอะไรที่คนในกรุงเทพหลายคนย่อมกล่าวถึงและมีความเห็นในหลายทางกับเรื่องนี้ ซึ่งในบรรดาของผู้คนที่ต้องการให้ค่าโดยสารถูกลงก็จะมีการเสนอวิธีการในการลดค่าโดยสารอะไรต่าง ๆ แต่ในบรรดาวิธีการที่มีการเสนอนั้น วิธีการที่ดีที่สุดกลับเป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายตั้งต้นของระบบขนส่งมวลชน
และการลดต้นทุนที่ดีสุด คือ การเริ่มต้นการผลิตรถไฟฟ้าโดยคนไทยด้วยตนเอง ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมระบบรางและระบบขนส่งมวลชนในจังหวัดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แทนที่การจัดซื้อระบบไฟฟ้า ระบบเดินรถและขบวนรถไฟจากต่างประเทศซึ่งมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง และในบางโครงการก็มีมูลค่าต้นทุนของระบบเหล่านี้ใกล้เคียงกับต้นทุนการก่อสร้างโยธาที่คอยรองรับตัวระบบขนส่งมวลชนเสียอีก
แน่นอนว่า การทำอะไรแบบนี้ย่อมมีต้นทุนที่สูงเช่นเดียวกับการจัดซื้อระบบจากต่างประเทศและอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าอยู่พอสมควร แต่การลงทุนที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต นอกจากจะเป็นการสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งขึ้นนั้นก็ยังเป็นการสนับสนุนคนไทยให้มีงานทำและมีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาจากเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม การขาดทุนที่เกิดขึ้นจึงเป็นการขาดทุนที่ทุกคนได้ประโยชน์จริง
แล้วทำไมจึงไม่ใช่วิธีง่าย ๆ อย่าง “การอุ้มราคาค่าโดยสารจากรัฐโดยตรง” อย่างที่มีคนเสนอกันมากมาย ก็ต้องบอกก่อนว่า การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการโอบอุ้มค่าโดยสารให้ถูกลงในตัวระบบขนส่งมวลชนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นการใช้รายได้จากรัฐที่รวบรวมรายได้จากจังหวัดต่าง ๆ แต่เอาไปใช้ในกิจการรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครที่มีเพียงคนกรุงที่ใช้ แล้วคนจังหวัดอื่น ๆ ได้อะไรจากเรื่องนี้ ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ
และความเห็นดี ๆ เช่น “การจัดเก็บภาษีลาภลอยเพื่ออุดหนุนระบบรถไฟฟ้า” ก็ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ดี แต่การจัดเก็บภาษีลาภลอยที่เป็นการเก็บภาษีจากการได้รับผลประโยชน์ในโครงการระบบขนส่งมวลชน เป็นอะไรที่น่ากลัวเอามาก ๆ เพราะเท่ากับว่าบุคคลทั่วไปที่เคยอาศัยในพื้นที่หนึ่ง ๆ และอยู่ดี ๆ ระบบขนส่งมวลชนทั้งที่เป็นระบบเดิมและระบบใหม่เข้ามาพร้อมกับภาษีที่สูงขึ้นตามบริบทของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่
เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครกันที่จะยอมให้ระบบขนส่งมวลชนเข้ามาที่แลกด้วยภาษีที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น เพื่อนำภาษีไปอุดหนุนระบบรถไฟฟ้า และเมื่อมีรถไฟฟ้าสายใหม่ ๆ เข้ามา การคัดค้านก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีก
สุดท้ายนี้ การลดต้นทุนของระบบรถไฟฟ้าโดยการให้การลงทุนเป็นการเติมเงินลงทุน งานทำ และเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศ และใช้ศักยภาพของระบบขนส่งมวลชนที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นใหม่ ๆ ให้ได้มากที่สุด อาจเป็นคำตอบที่ดียิ่งกว่าการลดค่าโดยสารโดยตรง และเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เพราะเมื่อต้นทุนในการลงทุนน้อยลงก็จะสามารถคิดค่าโดยสารได้ถูกลงโดยไม่เป็นภาระทางการเงินมากนัก และสามารถผลักดันการพัฒนาด้านการวิจัยและการพัฒนาที่เป็นเป้าหมายสำคัญของอนาคตของชาติต่อไป