ทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรุกล้ำ ที่ราชพัสดุ และแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาของราชการไทย
ท่ามกลางเกมการหาเสียงของผู้สมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทุกท่านต่างก็งัดนโยบาย ข้อเสนอต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อดึงดูดใจ เรียกคะแนนเสียงทั้งสิ้น
และเป็นข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ หลายครั้งนั้น ผู้สมัครนั้นหาเสียงเกินจริง เกินขอบเขตอำนาจและความสามารถของผู้ว่าฯ กทม
หนึ่งในนโยบายที่ไม่เพียงจะถูกยกชูขึ้นมาในครั้งนี้ แต่เคยถูกยกชูมาก่อนในอดีต และไม่เคยทำได้สำเร็จ ด้วยอำนาจของผู้ว่า ฯ กทม คือปัญหาชุมชนของประชากรที่อยู่อาศัยบนที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นสมบัติของรัฐนั่นเอง
—-
ปัญหาการหลั่งไหลเข้ามาของประชากร สู่เมืองอุตสาหกรรม และศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและพบได้ทั่วไปในช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา [1] [2] [4] ซึ่งนี่รวมไปถึงกรุงเทพมหานครด้วยเช่นกัน
ความเติบโตของกรุงเทพ ฯ นั้น จากการสำรวจใน พ.ศ. 2490 พบว่ากรุงเทพมีประชากรเกินล้านคนมาตั้งแต่นั้นแล้ว และมีจำนวนประชากรมากกว่าเชียงใหม่ ซึ่งมีประชากรเป็นอันดับ 2 มากถึง 21 เท่า [3]
และเนื่องด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-3 (พ.ศ. 2504-2519) ที่เน้นหนักไปที่การพัฒนากรุงเทพ ยิ่งเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรจากต่างจังหวัดสู่กรุงเทพ ฯ จนทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฯ ฉบับที่ 4-6 (พ.ศ. 2520-2534) มีการขยายความเจริญออกไปยังพื้นที่ปริมณฑลด้วย และกลายเป็นที่มาของคำ “กรุงเทพและปริมณฑล” (Bangkok Metropolitan Region: BMR) [4]
การหลั่งไหลเข้ามาด้วยจำนวนประชากรที่มหาศาล ภายใต้พื้นที่อันจำกัด บวกกับอัตราการเกิดที่เพิ่มขึ้น และอัตราการตายที่ลดลงในห้วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ย่อมทำให้เกิดปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ชุมชนแออัดในเมืองใหญ่ [1] [4]
กระทั่งรัฐบาลไทยเริ่มตระหนักถึงปัญหาการรุกล้ำที่ดินของรัฐอย่างจริงจัง และเริ่มวางแนวทางการแก้ปัญหาใน พ.ศ. 2535 โดยการกำหนดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2535 ขึ้น [5]
และนี่คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนผู้เข้ามาอยู่อาศัยในที่ดินของรัฐนั่นเอง
—-
นิยามของคำ “ที่ดินของรัฐ” โดยสรุปแล้ว แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ ที่ดินสาธารณะ และที่ราชพัสดุ
ซึ่งความหมายของ “ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน” นั้นหมายถึง ที่รกร้างว่างเปล่า ที่ถูกกำหนดให้พลเมืองใช้ร่วมกัน หรือ เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเฉพาะ [6]
ในขณะที่ “ที่ราชพัสดุ” นั้นหมายถึง อสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินทุกชนิด, ที่ดินที่สงวนหรือหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ และที่ดินที่สงวนหรือหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ของทางราชการตามกฎหมาย [7]
กฎหมายที่ดินที่เกี่ยวข้องกับที่ราชพัสดุ มีหลายฉบับ ตามประเภทของที่ดิน และกระทรวงผู้รับผิดชอบ เช่น ที่ดินป่าสงวน ที่ดินอุทยานแห่งชาติ ขึ้นตรงต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้ พรบ. ป่าสงวนแห่งชาติ [8]
โดยมี กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบทำบัญชี และรับผิดชอบดูแลที่ราชพัสดุ ที่ยังมิได้ถูกโอนไปให้หน่วยงานราชการอื่นรับช่วงต่อดูแล [7]
(ที่ดินในความครองครองของสำนักงานส่วนพระมหากษัตริย์ ถือเป็นที่ดินเอกชน ไม่ใช่ที่ดินของรัฐ)
ที่ดินริมทางรถไฟก็เช่นกัน ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ ที่กระทรวงคมนาคมร้องขอนำไปใช้ประโยชน์จากกรมธนารักษ์ และอำนาจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องการกับการทำให้ที่ราชพัสดุผืนนี้ตกมาอยู่กับชุมชนนั้น ล้วนนอกเหนือขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กทม
ที่สำคัญที่สุดเลย
ผู้ได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนถ่ายที่ราชพัสดุ มาสู่มือของเอกชน คือประชาชนกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่ผู้เสียผลประโยชน์นั้นคือ “รัฐ” ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
การเปลี่ยนถ่ายนี้ “เอื้อประโยชน์” แก่คนกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ? นี่เป็นเรื่องที่จะต้องถูกตั้งคำถาม จนถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล และเคยมีตัวอย่างให้เห็นมาก่อนแล้ว หลายคดี
ต่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี หากใช้อำนาจโอนย้ายที่ราชพัสดุให้ชุมชนโดยพลการ ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องจนกลายเป็นคดีในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบ ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ได้เหมือนกัน
—
แต่นี่มิได้หมายความว่า รัฐไม่อนุญาตให้ประชาชนใช้สอยพื้นที่ราชพัสดุ หรือสาธารณสมบัติเลย รัฐมีแนวทางในการใช้ที่ดินทุกตารางวาให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนสูงสุดเช่นกัน
ในปัจจุบัน หน่วยงานหลักที่มุ่งแก้ปัญหาชุมชนแออัด และปัญหาการรุกล้ำที่ราชพัสดุอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่กรุงเทพมหานครคือ “สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน)” โดยการเข้าไปสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมระหว่างชาวชุมชนกับภาครัฐ ซึ่งรวมไปถึง “กรุงเทพมหานคร” ด้วย [9]
มีการจัดหาที่ดินสาธารณะ หรือที่ดินวัด ในการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคงเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอ และมีความเหมาะสมกับสภาพการอยู่อาศัย อีกทั้งให้มีการทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่รุกล้ำริมคลอง ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงให้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งแวดล้อมสวยงามและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย [9]
โดยล่าสุด วันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีชุมชนที่พัฒนาบ้านมั่นคงแล้ว 32 เขต รวม 80 ชุมชน จำนวน 10,257 ครัวเรือน ในที่ดินทรัพย์สิน 32 โครงการ ที่ดินเอกชน 28 โครงการ ที่ดินธนารักษ์ 10 โครงการ ที่ดินท่าเรือ 5 โครงการ ที่ดินวัด 2 โครงการ ที่ดินสาธารณะ 1 โครงการ ที่ดินมูลนิธิ 1 โครงการ และที่ดินรถไฟ 1 โครงการ [9]
ไม่ว่า ใครก็ตามจะเข้ามาเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปัญหาการรุกล้ำที่ดินราชพัสดุ ก็กำลังได้รับการพัฒนาแก้ไข เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวกรุงเทพให้อยู่ดีมีสุขกันทั่วหน้าอยู่ดี
—
อย่างไรก็ตาม
ตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในช่วงต้น ว่าต้นตอของปัญหาชุมชนแออัดในเขตเมือง และปัญหา “คนจนเมือง” นั้น มาจากปัญหาทางด้านประชากรศาสตร์
และรัฐเองก็ตระหนักถึงปัญหาความแออัดของกรุงเทพมาตั้งแต่ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฯ ฉบับที่ 1-3 (พ.ศ. 2504-2519) และพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการ “กระจาย” ความเจริญ (และความแออัด) ออกไปสู่พื้นที่รอบ ๆ ในแผนฉบับถัด ๆ มา [4]
กาลเวลา 60 ปี นับตั้งแต่แผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 1 เมื่อเราเข้าไปดูในเว็บ “ภาษีไปไหน” ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข้อมูลเปิดของภาครัฐ เราจะเห็นได้เลยว่า งบประมาณภาครัฐในแต่ละจังหวัด ถูกกระจายออกไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย [10]
ปัจจุบัน มีหลายโครงการที่กระจายความเจริญไปสู่ชนบทห่างไกล อาทิ “โครงการระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” (Greater Mekong Subregion Economic Corridors: GMS Economic Corridors) ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ครอบคลุมการพัฒนาประเทศไทยทั้งประเทศ [11]
ซึ่งนี่จะเป็นการช่วยแก้ปัญหา “คนจนชนบท” ซึ่งเมื่อคนจนชนบท สามารถลืมตาอ้าปากได้ และมีรายได้ที่พอเพียงในพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง ก็จะเป็นการดึงดูดคนจากพื้นที่เขตเมือง ให้กระจายออกไปสู่ชนบท ลดความแออัดลงได้
สรุปแล้ว
การแก้ปัญหาการรุกล้ำที่ดินราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานครนั้น เป็นที่ตระหนักถึงโดยภาครัฐมาเป็นเวลายาวนานแล้ว และมีความพยายามผลักดันแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด โดยมีองค์กร หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบชัดเจนอยู่แล้ว ภายใต้พันธกิจการประสานงานโดยกรุงเทพมหานคร
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทุกคน มีหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่แออัดโดยตำแหน่งและหน้าที่อยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเอามาโฆษณาหาเสียงแต่อย่างใด
และหากท่านใดมีปณิธานในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่เหล่านี้อย่างจริงใจ พวกท่านควรจะลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวชุมชน ให้มาเข้าร่วมกับ “โครงการบ้านมั่นคง” ซึ่งนี่ เป็นช่องทางที่ถูกกฎหมาย และได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม
สุดท้ายนี้ การแก้ปัญหาชุมชนแออัดที่ถูกต้องและยั่งยืน คือการกระจายความเจริญจากเมืองสู่ชนบท ซึ่งภาครัฐนั้น “ตระหนักรู้” ในปัญหาและทางออกนี้อยู่แล้วไม่น้อยกว่า 40 ปี ซึ่งในภาคปฏิบัติ มีโครงการพัฒนาเศรษฐกิจมากมายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทยของเรา
หากท่านผู้สมัครมีความจริงใจ และใส่ใจในปัญหานี้อย่างจริงจัง ท่านควรจะอำนวยความสะดวกให้หน่วยงาน และประชาชนให้พวกเขาได้เชื่อมโยงกัน เกิดการพัฒนาร่วมกัน
ซึ่งท่านสามารถทำได้ในทันที ไม่ต้องรอให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
โดย ศิราวุธ ภุมมะกสิกร
อ้างอิง :
[1] การอพยพหรือการย้ายถิ่น (Migration)
[2] “The Russia Revolution: ปฏิวัติรัสเซีย”, ภัทรพล สมเหมาะ พ.ศ. 2561, สำนักพิมพ์ยิปซี
[3] กรุงเทพมหานคร: เมืองโตเดี่ยวตลอดกาลของประเทศไทย (พ.ศ. 2550)
[4] พลวัตประชากรของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พ.ศ. 2557-2559 (พ.ศ. 2562)
[5] การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (พ.ศ. 2546)
[6] การจัดการที่ดินของรัฐ โดยสำนักงานจัดการที่ดินของรัฐ กรมที่ดิน
[7] พระราชบัญญัติ ที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๖๒
[8] พระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๐๗
[9] กทม.เดินหน้าสร้างบ้านมั่นคง พร้อมจัดหาที่ดินเพิ่มเติม
[10] ภาษีไปไหน? ระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ /ภาพรวม /ลักษณะงาน /งบประมาณ
[11] รู้จักระเบียงเศรษฐกิจ อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง “GMS Economic Corridors”
กลิ่นพริกไทยที่นำเรือรบมาถึง พริกไทยกับการเดินทางข้ามทวีปที่เชื่อมโยง ประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและทาส
Michael Alfaro ล็อบบี้ยิสต์หางแถว เมื่อไทยพลาดท่าตกหลุม Narrative ของกัมพูชา
ศิราวุธ ภุมมะกสิกร
อดีตวิศวกรโครงการ ระดับผู้จัดการ จบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกล จาก พระจอมเกล้าธนบุรี และ โท ด้าน Advanced Manufacturing Engineering จาก University of South Australia มีความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง และสวัสดิการสังคม