ของใหม่ ๆ ใช่ว่าจะดีเสมอไป ตัวอย่างของใหม่ที่ไม่เวิร์ค จาก ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789, ปฏิวัติวัฒนธรรมจีน และการปฏิรูปปรับปรุงอักขรวิธีการเขียนภาษาไทย
“เวลาอยู่ข้างเรา”, “สิ่งใหม่ย่อมดีกว่าสิ่งเก่า” หรือคำพูดทำนองว่า “ทำลายสิ่งเก่าเพื่อสร้างสิ่งใหม่” คงเป็นสิ่งที่เราเห็นและได้ยินอย่างหนาหูขึ้นในปัจจุบัน นั่นเพราะเมื่อใดที่เราพูดถึงประวัติศาสตร์ ‘ข้อสรุป’ ที่ได้ก็มักจะเป็นภาพของ ‘พัฒนาการ’ หรือการเจริญก้าวหน้าต่าง ๆ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน และไปสู่อนาคต พูดง่าย ๆ เรามักจะมองว่าประวัติศาสตร์พัฒนาเป็นเส้นตรง และมองเห็น ‘กราฟ’ ของประวัติศาสตร์ที่ชี้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปแบบทวีคูณ ความคิดทำนองนี้ทำให้ผู้คนจำนวนมากมองว่า “อดีต” เป็นสิ่งที่ด้อยกว่า “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” คือว่าสิ่งที่มาทีหลังหรือสิ่งใหม่ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าสิ่งเก่าเสมอ
ซึ่งเมื่อเข้าใจถึงมโนคติเช่นนี้ มันจึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่เราจะเห็นแนวคิด วาทะกรรมและการแสดงออกต่าง ๆ ที่มักต้องการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง พัฒนา ก้าวข้าม หรือกระทั่งล้มล้างสิ่งเก่า ๆ ในอดีตที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ “ไม่ดี” และสถาปนาสิ่งใหม่ขึ้นมาแทนที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวว่า “ดีกว่า”
แต่ ‘การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์’ กับ ‘ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์’ นั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน เพราะในกรณีที่เราจะยกตัวอย่างต่อไปนี้ แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากเข้าใจประวัติศาสตร์กลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ มโนคติที่ว่าสิ่งใหม่และดีกว่าจะถูกยอมรับและเข้ามาแทนที่สิ่งเก่าที่ล้าสมัย อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป
เหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) นั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ตะวันตก ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปกครอง ทั้งในแนวคิดทฤษฎีและการนำมาใช้จริง ซึ่งการปฏิวัติครั้งนั้นเป็นถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นให้ “ระบอบสาธารณะรัฐ” ได้รับการพัฒนาและยอมรับมากขึ้นในประเทศต่าง ๆ ของยุโรปและอเมริกาในเวลาต่อมา แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นมิได้มีแค่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองเท่านั้น แต่ยังคงมีมิติของการเปลี่ยนแปลงที่ขยายไปสู่ประเด็นทางสังคมและวัฒนธรรมธรรมอีกด้วย
อาจจะกล่าวได้ว่า “การปฏิวัติวัฒนธรรม” (Cultural Revolution) ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นมีมาก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมของประเทศจีน ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 200 ปีก่อนหน้า
โดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะกล่าวได้ว่าน่าประหลาดที่สุดนั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงระบบปฏิทินและการนับเวลาของเดิมทั้งระบบ ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดก็เพราะระบบปฏิทินและการนับเวลานั้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาและความเชื่อเท่าใดนักและอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นระบบที่มีเหตุมีผลอยู่ในตัวเองพอสมควร แต่ “ศรัทธาอันแรงกล้าจากการปฏิวัติในการปฏิรูปทุกด้านของสังคมนั้นลุกโชติช่วงจนมันเปลี่ยนแปลงได้แม้กระทั่งชื่อของวันและเดือน” [1]
การนับปีของศักราชที่อ้างอิงจากศาสนาคริสต์ และชื่อเดือนและวันที่มีรากมาจากความเชื่อดั้งเดิมของยุโรป อาจจะทำให้บรรดาผู้นำการปฏิวัติมองว่าจะต้อง “ขับไล่เทพเจ้าและนักบุญที่ตายแล้วออกไปจาก[ชื่อ]วัน” รวมทั้งระบบการนับเวลาเป็น 12 เดือน 7 วัน 24 ชั่วโมง 60 นาที นั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นระบบที่ยังไม่เป็นเหตุเป็นผลมากพอสำหรับพวกเขา จึงต้องมี “การปฏิรูปเวลาให้อยู่ในความเป็นเหตุเป็นผล” [1]
ผลที่ได้นั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในระบบปฏิทินและธรรมเนียมการนับวันเวลา โดยปฏิทินระบบใหม่นั้นถูกเรียกว่า “ปฏิทินสาธารณรัฐฝรั่งเศส” (French Republican Calendar ; Calendrier Républicain หรือ Calendrier Révolutionnaire Français) โดยมีการเริ่มนับปีตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเรียกแต่ละปีว่าเป็น “ปีที่…แห่งเสรีภาพ” (Year … of Liberty) [2]
ชื่อเดือนต่าง ๆ ที่มีรากมาจากวัฒนธรรมกรีก-โรมัน เช่น เดือน January (janvier) จากชื่อเทพเจนัส/ยานุส (Janus) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อโบราณคร่ำครึ หรือเดือน July (juillet) จากชื่อของจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ผู้กุมอำนาจเผด็จการยุคปลายสาธารณะรัฐ และเดือน August (août) จากชื่อปฐมจักรพรรดิโรมัน ซีซาร์ เอากุสตุส (Caesar Augustus) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ ก็ถูกแทนที่ด้วยเดือนต่าง ๆ ที่มาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น เดือน Brumaire (ที่มาจากคำว่า “หมอก”) หรือ เดือน Thermidor (มาจากคำว่า “ความร้อน”) [1]
รวมทั้งชื่อวัน เช่น วัน dimanche (วันอาทิตย์) ซึ่งมาจากภาษาละตินว่า “diēs Dominicus” แปลว่า ‘วันแห่งพระผู้เป็นเจ้า’ (เพราะวันอาทิตย์เป็นวันที่ชาวคริสต์เข้าปฏิบัติศาสนกิจที่โบสถ์) หรือวัน samedi (วันเสาร์) ที่มาจากคำว่า “วันสะบาโต” (Sabbatī dies) ก็ถูกเปลี่ยนชื่อตามลำดับวันในสัปดาห์แทน คือ “วันแรก” (primidi), “วันที่สอง” (duodi) … ไปเรื่อย ๆ จนถึง “วันที่สิบ” (décadi) [2]
ที่เป็นวันที่หนึ่งถึงวันที่สิบนั้นก็เพราะสัปดาห์หนึ่งของระบบปฏิทินนี้นั้นถูกแบ่งเป็นสิบวัน และในหนึ่งเดือนนั้นก็มีเพียง 3 สัปดาห์ และไม่เพียงเท่านั้นภายในหนึ่งวันนั้นก็ถูกแบ่งเป็น 10 ชั่วโมง ภายในแต่ละชั่วโมงนั้นถูกแบ่งเป็น 100 นาที แต่ละนาทีเป็น 100 วินาที [1]
แม้สิ่งเหล่านี้อาจจะถูกพวกเราในยุคปัจจุบันมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล แต่ในสายตาของนักปฏิวัติชาวฝรั่งเศสในยุคสมัยนั้น นี่ไม่เพียงแต่จะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลเท่านั้น แต่มันถือเป็นส่วนหนึ่งของการเอาวิทยาศาสตร์มานำพาสังคมเชิงกว้างให้ “พัฒนา” ขึ้นจากระบบความคิดและจารีตแบบเดิม ๆ ที่ทำต่อ ๆ กันมาโดยไม่มีการตั้งคำถามเชิงเหตุผล อย่างการทำให้ทุกอย่างเป็นฐานสิบก็มาจากการกระบวนการทำให้เป็นทศนิยม (decimalisation) และการเปลี่ยนแปลงหน่วยต่าง ๆ เป็นหน่วยเมตริก (metrication) ที่ใช้ในวงวิทยาศาสตร์แทนที่การใช้หน่วยในอดีต [2]
ความแปลกประหลาดของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่พยายามนำความคิดและจารีตแบบใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงและแทนที่สิ่งเก่าต่าง ๆ นั้นยังมีอีกหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแทนวันนักบุญ (Saints’ Day) ที่เป็นวันแห่งการระลึกถึงนักบุญต่าง ๆ ของศาสนาคาทอลิก ก็ถูกแทนที่ด้วยการบัญญัติให้มีวันที่ระลึกถึงสิ่งธรรมดาสามัญต่าง ๆ อย่างพืชผักสวนครัวหรือสิงสาราสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นวันระลึกถึงสุนัข, นกกระจอก, แพะ, ตัวนาก, ทับทิม (ผลไม้), แอปเปิล, กระต่าย, ห่าน, มะเขือยาว, มะเขือเทศ, พื้นดิน, และเครื่องมือเกษตร [1]
ศาสนาที่เป็นองค์กร (organized religion) ซึ่งในที่นี้ก็คือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกนั้น แม้จะไม่ได้ถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างถอนรากถอนโคน (นั่นเพราะศาสนจักรมีอำนาจเกินกว่าขอบเขตทางการเมืองของประเทศฝรั่งเศสไปสู่ดินแดนอื่น ๆ ทั่วยุโรป รวมทั้งมีอำนาจในเขตปกครองของตนเองคือรัฐสันตะปาปา ; Papal State) ก็ถูก ‘แข่ง’ หรือถูก ‘เบียด’ จากการสร้างลัทธิ (cult) ต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนผู้คนไปสู่การบูชาคุณธรรมอันมาจากเหตุและผล เช่น “ลัทธิแห่งเหตุผล” (Cult of Reason ; Culte de la Raison) หรือ “ลัทธิแห่งสิ่งสูงสุด” (Cult of the Supreme Being ; Culte de l’Être suprême) ที่บางครั้งก็มีการเข้าไปใช้สถานที่เดิมของศาสนจักรคาทอลิกมาเป็นศาสนสถานของลัทธิเหล่านั้น [1]
สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เมื่อมองผ่านเลนส์ของสังคมและกระแสการเคลื่อนไหวทางความคิดในยุคนั้น ก็เป็นสิ่งที่ “มีเหตุมีผลกว่า”, “ดีกว่า” หรือ “ก้าวหน้ากว่า” สิ่งเดิมทั้งสิ้น แต่เหตุใดที่ทำไมท้ายที่สุดแล้วประเทศฝรั่งเศศถึงได้มีการยกเลิกระบบปฏิทินและการนับวันเวลาแบบสาธารณะรัฐ ซึ่งก็ถูกใช้จริงไปแล้วกว่า 12 ปี (กระทั่งมีการกลับมาใช้ให้หลังอีกด้วย แต่ก็เป็นเวลาเพียง 18 วัน) [2] รวมทั้ง “สิ่งใหม่” ๆ ดี ๆ มากมายที่ปรับใช้กันในยุคสมัยนั้น สุดท้ายก็ถูกละทิ้งและมีการกลับมาใช้ “สิ่งเก่า” ทั้งที่มันถูกมองว่าโบราณและไม่มีเหตุมีผล
อันที่จริงยังคงมีตัวอย่างอีกหลากหลายที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นเรื่องดีกว่า ใหม่กว่า หรือกระทั่งมีประสิทธิภาพมากกว่า ก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่าจะถูกยอมรับและปรับใช้กับสังคมโดยรวม หรือกระทั่งการที่วัตถุทางวัฒนธรรมต่าง ๆ นั้นถูกทำลายลงอย่างเรียกได้ว่าเกือบจะสิ้นซาก แต่ในปัจจุบันก็กลับถูกให้ความสำคัญจากรัฐและสังคมโดยรวม
อย่างกรณีการปฏิวัติวัฒนธรรมของประเทศจีน ที่มีทำลายคุณค่าและประเพณีหลายอย่างไป ในนามของการเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติตามแนวคิดมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ ด้วยการถอนรากถอนโคน “สิ่งเก่า ๆ” แทบทุกมิติ แต่ปัจจุบัน “สังคมจีนไม่อยากจะปฏิเสธค่านิยมเก่าแบบ 100% อีกแล้ว คงเพราะเจ็บมามากกับการทำลายของเก่าและยัดเยียดของใหม่แบบชั่วข้ามคืน จนผู้คนไร้มารยาท ไร้ความเห็นอกเห็นใจหัน และล้มเหลวกับการดัดสังคมให้ตรงเท่ากันทุกกระเบียด…การยอมรับค่านิยมเก่าจะต้องไม่ทำแบบหน้ามืดตามัว รับมาแต่รูปแบบ คุณค่าเก่า…หลายๆ บรรทัดฐานสามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันได้” [3]
ทางรัฐบาลจีนเองท้ายสุดก็ได้มองเห็นถึงความสำคัญขององค์ความรู้และค่านิยมเก่าแก่ของอารยธรรมจีนของตน อย่างการสนับสนุนให้มีการกลับมาศึกษาแนวคิดขงจื้ออย่างเป็นระบบ จนเกิดเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์มีการเรียกว่า “การปฏิวัติกลับทางวัฒนธรรม” (Cultural Counter-Revolution) ขึ้น [4]
ในประเทศไทยเองก็อาจจะยกตัวขึ้นมาได้อย่างสองอย่าง เช่น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช รัชกาลที่ 4 ที่มีการประดิษฐ์อักษรอริยกะขึ้น ซึ่งพระองค์ทรงหวังพระราชหฤทัยให้พระสงฆ์ สามเณรและผู้ศึกษาพระพุทธศาสนานั้นมีความสะดวกสบายและศึกษาเล่าเรียนภาษาบาลีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อเราพิจารณาดูอักษรระบบการเขียนและอักขรวิธีที่ทรงประดิษฐ์ขึ้นแล้วนั้น ก็เป็นระบบที่มีเหตุมีผลและง่ายต่อการศึกษาอยู่จริง
เช่น เขียนอักษรและสระในระนาบบรรทัดเดียวกัน และสระก็ผสมต่อกันไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อยู่ด้านหน้า ด้านบน ด้านล่าง แต่ผสมต่อไปด้านหลังเท่านั้น เหมือนอักษรโรมันในตะวันตก ซึ่งเมื่อเทียบกับอักษรไทยแล้วก็ดูจะสามารถทำความเข้าใจตั้งแต่แรกเรียนได้ง่ายกว่า [5]
แต่ท้ายสุดอักษรอริยกะก็ไม่ได้ถูกยอมรับ นั่นเพราะคนไทยได้มีความคุ้นชินกับการเขียนแบบดั้งเดิมอยู่แล้ว แม้ว่าจะต้องศึกษาเล่าเรียนมากกว่าระบบใหม่ที่ประดิษฐ์ขึ้น (เช่น ต้องจำว่าสระแต่ละตัวต้องผสมอยู่ตำแหน่งไหน) แต่คนในสังคมก็ยินยอมที่จะลำบากในจุดนี้มากกว่าการยอมรับของใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั้นก็ทรงมีพระราชวินิจฉัยในทำนองเดียวกันกับในหลวงรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระอัยกาของพระองค์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ของบ้านเมืองที่พัฒนาไปมาก มีชาวต่างประเทศที่เข้ามาในไทยและจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาไทย มีการใช้คำและชื่อจากภาษาต่างประเทศต่าง ๆ รวมทั้งมีความจำเป็นในการประดิษฐ์ศัพท์ขึ้นใหม่ด้วยภาษาบาลี-สันสกฤตที่ทำให้เขียนและอ่านลำบากหากใช้อักขรวิธีไทยแบบเดิม รวมทั้งในสมัยนั้นได้เริ่มมีการจัดการศึกษาให้ประชาชนทั่วไปมากขึ้น จึงต้องมีการพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการเล่าเรียนของคนจำนวนมากให้ได้ทั้งความรวดเร็ว ปริมาณ และคุณภาพ
พระองค์จึงได้ทรงมีพระราชดำริในการปฏิรูปปรับปรุงอักขรวิธีการเขียนภาษาไทย ซึ่งมีพระบรมราชาธิบายไว้อย่างละเอียดในหนังสือ “พระบรมราชาธิบายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วิธีใหม่สำหรับใช้สระและเขียนหนังสือไทย” ซึ่งการปฏิรูปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามพระราชดำรินี้นั้นก็เพราะทรงหวังพระราชหฤทัยให้สิ่งที่เก่าแก่แต่เดิมนั้นได้รับการพัฒนาให้ใหม่กว่าและดีกว่า แม้ว่าจะมีความขัดข้องบางแต่ก็ทรงดำริว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำ ตามที่ทรงพระอักษรไว้ดังนี้ว่า
“ผู้ที่ได้เคยเขียนหนังสือไทยตามแบบที่ใช้อยู่ ณ บัดนี้จนชินเสียแล้ว คงจะต้องรู้สึกว่าเขียนตามแบบ[ใหม่]ยาก, แต่คงจะเปนอยู่เพียงในเวลาแรก ๆ [ที่]เปลี่ยนเท่านั้น. แต่สำหรับผู้ที่จะเรียนหนังสือไทยขึ้นใหม่, เชื่อว่าถ้าสอนตามบัญญัติใหม่จะรู้หนังสือได้เร็จกว่าแบบเก่าเปนแน่, และเราควรจะนึกถึงลูกหลานของเรามากกว่านึกถึงตัวเราเองหรือความขัดข้องของตัวเราเอง, ซึ่งจะมีอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น” [6]
ไม่เพียงแต่จะมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองรัชกาลเท่านั้นที่ทรงพยายาม “พัฒนา” ของเก่า ในกรณีนี้ก็คือระบบการเขียนภาษาไทย ให้มีประสิทธิภาพและให้ดียิ่งขึ้น แม้ในยุคต่อมา คือสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ก็ยังคงมีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงของเก่าให้เป็นใหม่ ให้ดีให้สะดวกขึ้น โดยมีการลดทอนและทำให้อักขรวิธีในภาษาไทยนั้นง่ายขึ้น (simplification ; คล้ายกับที่เกิดขึ้นกับภาษาลาว) [7]
จากตัวอย่างที่ยกมานี้นั้น อาจจะเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมมาก ๆ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับจารีต ธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ซึ่งสั่งสมผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้นแม้ว่าจะมีฐานความคิดอยู่บนความต้องการให้เกิดพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น แต่ก็ยากต่อการทำให้เกิดการยอมรับและปรับใช้จริง และถ้าการพยายามในการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเกิดขึ้นจากด้วยความก้าวร้าวหรือความเข้าใจผิดก็ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงและการยอมรับของสังคมหรือไม่
อ้างอิง :
[1] Why the French Revolution’s “Rational” Calendar Wasn’t
[2] French Republican calendar
[3] เฟสบุค Kornkit Disthan วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2016 เวลา 11:35 น.
[4] Xi Launches Cultural Counter-Revolution To Restore Confucianism As China’s Ideology
[6] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระฯ, 2423-2468 (2493). พระบรมราชาธิบาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วิธีใหม่สำหรับใช้สระและเขียนหนังสือไทย. โรงพิมพ์ไทยเขษม.
“ทุกคนเป็นโปรแกรมเมอร์ได้” ซีอีโอ Nvidia ชี้การมาของเทคโนโลยี AI ทำให้ทุกคนสามารถเป็นโปรแกรมเมอร์ได้ เพียงแค่ต้องพูดกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น
ขบวนการจัดฉากล่อให้กระทำความผิดแบบแก๊งหมอปลา ระวัง!!! เหยื่อต่อไปอาจเป็นคุณ! ความแตกต่างระหว่าง ‘ล่อซื้อ’ กับ ‘ล่อให้กระทำความผิด’ ที่ทุกคนต้องรู้!
ศิราวุธ ภุมมะกสิกร
อดีตวิศวกรโครงการ ระดับผู้จัดการ จบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกล จาก พระจอมเกล้าธนบุรี และ โท ด้าน Advanced Manufacturing Engineering จาก University of South Australia มีความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง และสวัสดิการสังคม